3 วิธีนำเสนอเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้เรซูเม่

Last updated: Nov 8, 2018  |  NEWS CENTER

3 วิธีนำเสนอเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้เรซูเม่

หากเราเลือกที่จะเขียนเรซูเม่ด้วยตนเองแล้ว บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของเรานั้น เราควรจะเริ่มเขียนเรซูเม่ในรูปแบบใดดี โดยปกติแล้วการวางโครงสร้างเรซูเม่มักจะเรียงลำดับตาม Timeline จากปัจจุบันไปหาอดีต เพื่อให้องค์กรที่เราสมัครงานดูได้ว่าการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงานล่าสุดของเราคืออะไร เพราะสิ่งเหล่านั้นจะแสดงความสามารถ หรือข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเราได้ใกล้เคียงปัจจุบันมากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของเรซูเม่คือ การแสดงให้องค์กรเห็นว่าเราเป็นผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่ ดังนั้นการเขียนเรซูเม่จึงไม่จำเป็นต้องเขียนในลักษณะดังที่กล่าวมาเสมอไป เพราะว่าอาจจะมีบางส่วนของเรซูเม่ที่สำคัญจนเราอยากทำให้ดูโดดเด่นกว่าส่วนอื่นๆ ก็สามารถทำได้

  • รูปแบบเรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีต หรือ Reverse Chronological Format คือการเขียนแบบเรียงลำดับตาม Timeline จากปัจจุบันไปหาอดีต เหมาะกับนักศึกษาจบใหม่
  • รูปแบบที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงานหรือ Functional Resume Format คือการเขียนแบบเน้นให้ผู้รับสมัครเห็นเรื่องของทักษะ
  • รูปแบบผสมรวม หรือ Combination Format คือการเขียนแบบเน้นทั้งสองอย่าง จะเหมาะกับผู้ที่ทำงานมานานพอสมควร


1. รูปแบบที่เรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีต “เพื่อเน้นประวัติ”
 
รูปแบบเรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีต หรือ Reverse Chronological Format เป็นการจัดโครงสร้างของเรซูเม่อย่างง่าย โดยเรียงลำดับตาม Timeline จากปัจจุบันไปหาอดีต ซึ่งเป็นลักษณะที่คุ้นเคยกันมากที่สุด ซึ่งวิธีการเขียนในรูปแบบนี้จะเหมาะสมกับนักศึกษาจบใหม่ เพราะการเขียนแบบนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานเท่านั้น แต่เราสามารถหยิบเอาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา ขึ้นมาเน้นได้เช่นกัน

โครงสร้างแบบเรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีต

1.   ข้อมูลส่วนตัว

2.   ข้อมูลการศึกษา

3.   ข้อมูลการทำงาน

4.   ทักษะ

5.   ความสนใจหรือความสามารถอื่นๆ 

การเขียนแบบเรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีตจะทำให้เรซูเม่ของเราโดดเด่นในแง่ของ

  • ถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่ การเขียนลักษณะนี้จะทำให้ประวัติการศึกษาโดดเด่นขึ้นมา องค์กรก็จะเห็นได้ง่ายขึ้นว่าเราเพิ่งเรียนจบอะไรมา
  • ถ้าเป็นการทำงานในสาขาอาชีพเดิม การเขียนเรซูเม่ในลักษณะนี้จะยิ่งเน้นว่าเราชอบ และมีความสามารถในงานด้านนี้จริงๆ เพราะเราได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
  • ถ้าเราทำงานที่เก่ามานาน ก็จะแสดงให้เห็นด้วยว่าเรามีความสามารถที่จะทำงานกับองค์กรเป็นเวลานานได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีเหตุผลจำเป็นที่ดีที่จะเปลี่ยนงานเตรียมไว้ด้วย

ข้อจำกัดของรูปแบบเรียงลำดับเวลาจากล่าสุดไปอดีต

  • ถ้าเรามีช่วงเวลาที่พักจากการทำงานไปนานๆ ในส่วนของประวัติการทำงานก็จะขาดช่วงไป ทำให้ Timeline ของเรามีช่องว่างของเวลาเยอะอาจจะทำให้คนที่อ่านเรซูเม่เกิดความสงสัยถึงสาเหตุการว่างงาน หรือเกิดคำถามว่าช่วงที่ว่างงานเราทำอะไรมาบ้างได้
  • ถ้าภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เกิดการเปลี่ยนงานบ่อย ประวัติของเราก็จะถี่มาก ทำให้เรซูเม่ยาวเกินไป เพราะเต็มไปด้วยประวัติการทำงาน อีกทั้งยังจะทำให้เกิดคำถามได้เช่นกันว่าทำไมถึงทำงานแต่ละที่ได้ไม่นาน


2. รูปแบบที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงาน “เพื่อเน้นทักษะ”

รูปแบบเรซูเม่ที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงานหรือ Functional Resume Format จะเน้นให้องค์กรเห็นเรื่องของทักษะ และความสามารถในการทำงานที่โดดเด่นของเรา ดังนั้นอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนในลักษณะของการเรียงลำดับเวลา แต่เน้นถึงทักษะใน “ปัจจุบัน” ที่เราได้จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยการเขียนเรซูเม่แบบนี้จะต่างจากแบบเรียงตามลำดับเวลาตรงที่ จะเลือกแสดงข้อมูลในส่วนของทักษะ และการทำงานก่อน

โครงสร้างแบบเรซูเม่เกี่ยวกับการทำงาน

1.   ข้อมูลส่วนตัว

2.   ทักษะในการทำงาน

3.   ข้อมูลการทำงาน

4.   ข้อมูลการศึกษา

5.   ความสนใจหรือความสามารถอื่นๆ

การเขียนรูปแบบเรซูเม่เกี่ยวกับการทำงานจะทำให้เรซูเม่โดดเด่นในแง่ของ

  • ถ้าเรามีความมั่นใจในทักษะหรือความสามารถจากการทำงานที่ผ่านมา เช่น อาจจะผ่านการอบรมมาหรือมีผลงานในอดีตที่โดดเด่น การเขียนในลักษณะนี้ก็จะทำให้องค์กรเห็นถึงคุณสมบัติของเรา
  • สำหรับคนที่มีช่วงเวลาว่างงานค่อนข้างนาน หรือคนที่เปลี่ยนงานบ่อย การเขียนเรซูเม่แบบนี้อาจจะส่งผลดีต่อเราเอง เพราะไม่จำเป็นต้องใส่ระยะเวลาในการทำงานแต่ละที่ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อ่านเรซูเม่ให้ความสนใจกับความสามารถมากกว่าเรื่องอื่นๆ

ข้อจำกัดของรูปแบบเรซูเม่เกี่ยวกับการทำงาน

  • เมื่อไม่ได้แสดงช่วงเวลาแต่เขียนเน้นรายละเอียดของทักษะเป็นส่วนใหญ่ อาจทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเรากำลังปิดบังอะไรอย่างบางที่เกี่ยวกับอายุ หรือระยะเวลาในการทำงานแต่ละแห่งอยู่หรือไม่


3. รูปแบบผสมรวมเพื่อแสดงจุดเด่นทั้งประสบการณ์และความสามารถ

การเขียนเรซูเม่ในรูปแบบผสมรวม หรือ Combination Format เป็นการนำวิธีการเขียนใน 2 แบบแรกมาเขียนร่วมกัน หมายความว่าในบางส่วนของเรซูเม่อาจจะเขียนในลักษณะเรียงตาม Timeline แต่บางส่วนของเรซูเม่อาจจะเขียนในเชิงอธิบายความสามารถเป็นหลัก โดยการเขียนแบบผสมรวม ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าจะต้องเรียงลำดับแต่ละส่วนของเรซูเม่อย่างไร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการทำงานที่เรามี

การเขียนรูปแบบผสมรวมจะทำให้เรซูเม่ของเราโดดเด่นในแง่ของ

สำหรับคนที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว เรซูเม่แบบนี้จะแสดงให้องค์กรเห็นว่าเรามีประสบการณ์การทำงานอย่างไรบ้าง ทำงานที่ไหน เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ การเติบโตในสายอาชีพเป็นอย่างไร และทักษะที่ได้รับจากการทำงานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจน และครบถ้วนมากกว่าการเขียนเรซูเม่ในสองแบบแรก

ข้อจำกัดของรูปแบบผสมรวม

ในกรณีที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ รูปแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะไม่มีประสบการณ์หรือทักษะพิเศษใดที่จะนำมาไฮไลต์ได้

ขอบคุณบทความดีๆ จาก https://www.jobthai.com

Related content

Powered by MakeWebEasy.com