วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแรงขับเคลื่อน: ทำไมเราถึงไม่มีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่าง ๆ

Last updated: Mar 25, 2019  |  NEWS CENTER

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแรงขับเคลื่อน: ทำไมเราถึงไม่มีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่าง ๆ

คำว่า "แรงขับเคลื่อน" ในที่นี้มาจาก Motivation ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญาก ๆ สำหรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต

ที่จริงแล้วพูดได้ถึงขั้นที่ว่าแรงขับเคลื่อนคือ 'เหตุผล' ที่เราทำอะไรบางอย่างด้วยซ้ำ มันทำให้เราเกิดความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย แรงขับเคลื่อนไม่ได้แค่ 'ผลักดัน' ให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น แต่มันยังทำให้เราเกิดความพึงพอใจในสิ่งที่จะทำด้วย แล้วเมื่อทำเสร็จแล้วได้ผลลุล่วงอย่างที่ตั้งเป้าไว้ก็จะเกิดความพึงพอใจอีกชั้นหนึ่ง

พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเรามี Motivation ในการทำอะไรสักอย่าง เราจะพึงพอใจหรือ 'สนุก' กับมันทั้งในระดับของ 'วิธีการ' หรือ 'การลงมือทำ' และ 'เป้าหมาย' หรือ 'ผลลัพธ์สุดท้าย' เลย

แรงขับเคลื่อนจึงไม่เหมือนการถูกบังคับให้ทำ ซึ่งเราอาจไม่สนุกหรือไม่พึงพอใจกับตอนต้องลงมือทำ และแม้ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้ออกมาดังใจหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าแรงขับเคลื่อนนั้นแรงมากพอจะทำให้เราได้ทำอะไรบางอย่างอย่างเต็มที่ โดยมากเราจะรู้สึกว่าการได้ลงมือทำถือเป็นรางวัลในตัวของมันเองแล้ว และเมื่อเรารู้สึกว่าได้รับรางวัลจากการทำสิ่งนั้น ๆ ก็จะผลักให้เราอยากทำสิ่งนั้นต่อไปอีก ดังนั้นถ้าเรามีแรงขับเคลื่อนที่แรงพอ ในที่สุดเราก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ไม่มากก็น้อย

แรงขับเคลื่อนหรือ Motivation จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อทั้งคนที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ เช่น เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ และจำเป็นต่อคนที่จะเป็นนายตัวเอง เช่น คนที่ทำงานแบบฟรีแลนซ์ เพราะมันจะทำให้เราทำเรื่องต่าง ๆ ได้ตลอดเวลาอย่างมีพลัง ไม่ซึมเซา หมองหม่น หรือจมอยู่กับความเพ้อฝันโดยไม่ได้ลงมือทำ

หลายคนอาจคิดว่าแรงขับเคลื่อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวคน ใครมีพลังแบบนี้ก็จะมีตลอดไป ใครไม่มีก็ไม่มีเลย แต่ที่จริงแล้วแรงขับเคลื่อนเป็นเรื่องที่ ‘ฝึก’ กันได้ และเราจำเป็นต้อง ‘เทรน’ สมองของเราอยู่เสมอด้วย เพื่อให้เรา ‘มาสเตอร์’ กับแรงขับเคลื่อนในตัวและทำให้แรงขับเคลื่อนนั้นยั่งยืน

คำถามก็คือ … แล้วจะทำอย่างไรดี ?

ในทางชีววิทยา แรงขับเคลื่อนไม่ใช่สิ่งที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่มันคือสารเคมีในสมองของเรานี่เอง และสารเคมีสำคัญที่สุดที่หลายคนคงรู้จักดีก็คือ โดพามีน (Dopamine)

เรามักคิดกันว่าโดพามีนเป็นสารแห่งความสุขที่จะหลั่งออกมาเวลาที่เราทำอะไรสำเร็จหรือเจอหน้าคนที่รัก คล้าย ๆ กับเป็นสารเคมีที่ ‘ให้รางวัล’ กับเรา แต่ที่จริงแล้วโดพามีนมีการทำงานที่กว้างกว่านั้น

นักวิทยาศาสตร์พบว่าโดพามีนหลั่งออกมาในหลายสถานการณ์ด้วย เช่น เวลาที่เราเครียด เวลาที่เจ็บปวด เวลาที่เราสูญเสีย (และแน่นอน เวลาที่เรามีความสุข) ที่สำคัญนักวิทยาศาสตร์ยังพบด้วยว่าโดพามีนสามารถหลั่งออกมา ‘ก่อน’ ที่เราจะได้รับ ‘รางวัล’ ต่าง ๆ เสียอีก คือไม่ต้องรอให้บรรลุถึงผลลัพธ์ปลายทางเสียก่อน โดพามีนก็หลั่งได้เหมือนกัน นั่นแปลว่าโดพามีนเกี่ยวข้องกับ ‘แรงขับเคลื่อน’ ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ อย่างแข็งแรงและลึกซึ้ง

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมที่ศึกษาหนูลึกลงไปถึงระบบประสาทอย่าง จอห์น ซาลาโมน (John Salamone) แห่งมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต ถึงขั้นสรุปเอาไว้อย่างค่อนข้าง ‘ฟันธง’ ด้วยซ้ำว่าโดพามีนนั้นน่าจะเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับแรงขับเคลื่อนหรือ Motivation มากเสียยิ่งกว่าความสุขหรือ Pleasure เสียอีก

เขาพบว่าระดับโดพามีนในสัตว์จะพุ่งสูงขึ้นหลังเกิดความเครียด เช่น ต่อสู้กับตัวอื่นแล้วแพ้ หรือทหารที่มีความเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ (เช่น ไปออกรบ) ก็จะมีกิจกรรมในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับโดพามีนสูงขึ้นหากได้ยินเสียงปืนหรือเสียงการสู้รบ เพราะฉะนั้นโดพามีนจึงไม่ได้เป็นแค่สารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุขเฉย ๆ

เขายังพบด้วยว่าในสัตว์ที่มีระดับโดพามีนต่ำมักจะเป็นสัตว์ที่เลือกทำสิ่งที่ง่าย ๆ และให้รางวัลตอบแทนที่มีมูลค่าต่ำ ในขณะที่สัตว์ที่มีระดับโดพามีนปกติจะอยาก ‘ลงทุนลงแรง’ ทำอะไรบางอย่างมากกว่า เช่น ปีนรั้วข้ามไปเพื่อให้ได้อาหารที่มีพลังงานสูงกว่า

ซาลาโมนยังบอกด้วยว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพบหน้าเพื่อนฝูง ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะขาด ‘แรงขับเคลื่อน’ ในตัวนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ไมเคิล เทรดเวย์ (Michael Treadway) และเดวิด ซาลด์ (David Zald) ได้ศึกษาและเขียนรายงานไว้ในวารสาร Neuroscience ว่าโดพามีนนั้นถึงขั้นมีผลอย่างมากต่อ ‘ความตั้งใจทำงาน’ (Willingness to Work) ของมนุษย์กันเลยทีเดียว

เขาทดลองด้วยการใช้เทคโนโลยีทำแผนที่ในสมองของคนสองประเภท คือกลุ่มคนที่ ‘มุ่งมั่น’ (เขาใช้คำว่า Go-Getters หมายถึงมุ่งมั่นฟันฝ่าจะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ต้องการ) กับอีกกลุ่มคือคน ‘ขี้เกียจ’ (เขาใช้คำตรง  ๆ ว่า Slackers)

พบว่ากลุ่มคน ‘มุ่งมั่น’ นั้นมีระดับโดพามีนในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องรางวัลและส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงขับเคลื่อน (ซึ่งก็คือ Corpus Striatum กับ Ventromedial Prefrontal Cortex) ในขณะที่คนกลุ่ม ‘ขี้เกียจ’ จะมีระดับโดพามีนสูงในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และการประเมินความเสี่ยงคือ Anterior Insula

ผลที่ได้ทำให้เห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมต่างกันมีการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองแตกต่างกัน แต่ต้องย้ำไว้ตรงนี้ว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้บอกว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล เช่น โดพามีนทำให้เรามีแรงขับเคลื่อนมาก หรือว่าเพราะเรามีแรงขับเคลื่อนมากจึงทำให้เกิดการหลั่งโดพามีนมาก เพียงแต่พบว่าสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน โดยนักวิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษาต่อไปว่ามีกลไกการทำงานอย่างไร ซึ่งก็อาจทำให้เราสามารถช่วยผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีพลังหรือมีอาการซึมเศร้าได้

ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งศึกษาเรื่องของ ‘ความตั้งใจจริง’ หรือ Willpower (หรือจะเรียกให้ขลัง ๆ หน่อยก็ได้ว่า ‘จิตตานุภาพ’) การศึกษานี้พบว่าตัว Willpower ของมนุษย์นั้นมีอยู่จำกัด คือถ้าเราตั้งใจสู้ ฮึบทำงานอะไรก็แล้วแต่ ผ่านไประยะหนึ่งมันก็จะค่อย ๆ อ่อนแรงลง โดยเขาไปศึกษาในผู้พิพากษา (ซึ่งควรจะเป็นกลุ่มคนที่มี Willpower แรงกล้าที่สุด) เขาบอกว่าผู้พิพากษาที่ต้องตัดสินคดีความนั้น พอเวลาผ่านไปก็แสดงให้เห็นถึงภาวะ Willpower Fatigue อยู่เหมือนกัน

ดังนั้นแรงขับเคลื่อนหรือ Motivation จึงมีสองลักษณะที่สำคัญ อย่างแรกก็คือเราต้อง ‘ฝึก’ เพื่อให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้อง ‘ฝึก’ เพื่อจะทำให้มันดำรงอยู่ต่อไป ไม่อ่อนล้าง่าย ๆ ด้วย ซึ่งวิธีการฝึกนั้นมีหลากหลาย

นักจิตวิทยาบอกว่าส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่มีแรงขับเคลื่อนด้วยเหตุผล 3 อย่าง คือ รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ค่อยถูกต้องกับตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะทำ ดังนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ค่อย ๆ ฝึกไป เช่น ต้องเลือกสิ่งที่จะทำด้วยตัวเอง (หรือถ้าเลือกไม่ได้ก็ต้องสร้างความรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้เลือกทำสิ่งนั้นขึ้นมาเอง), ปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองหรือปรับเปลี่ยนตัวงานที่ต้องทำให้ถูกต้องเหมาะสมกับตัวเอง และประเมินความสามารถของตัวเองให้ถ่องแท้ว่าทำได้หรือไม่ได้ รวมทั้งระลึกไว้ด้วยว่าการฝึกทำจะทำให้เราทำได้ในที่สุด

ส่วนการรักษาแรงขับเคลื่อนเอาไว้ไม่ให้อ่อนล้าง่าย ๆ ก็มีวิธีอยู่หลายอย่างเช่นกัน เช่น พัฒนากิจวัตรที่แข็งแกร่งให้เป็นไปตามตาราง การปล่อยตัวไปเรื่อย ๆ จะทำให้เราไหลเรื่อยเฉื่อยแฉะ, การเลือกจัดการกับงานที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่า รวมทั้งปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็นให้เป็น ต้องพูดคำว่า ‘ไม่’ ให้ได้ เพื่อมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกให้สำเร็จ

แรงขับเคลื่อนเป็นสิ่งจำเป็นต่อทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ข่าวดีก็คือแรงขับเคลื่อนไม่ใช่สิ่งที่ตกลงมาจากฟากฟ้า แต่สามารถฝึกได้ด้วยการ rewire สมองของเราเสียใหม่

การมีแรงขับเคลื่อนไม่ได้แปลว่าชีวิตของเราจะง่ายขึ้น แต่น่าจะทำให้เราสนุกและพึงพอใจกับงานและชีวิตได้มากขึ้น

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสำคัญ


ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก The Standard

Powered by MakeWebEasy.com